Skip to content

เทคโนโลยี VAR คืออะไร ? ทำงานอย่างไรในวงการฟุตบอล

Share
เทคโนโลยี VAR คืออะไร ? ทำงานอย่างไรในวงการฟุตบอล

VAR คืออะไร คือ เทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) เป็นนวัตกรรมที่นำมาใช้ในวงการฟุตบอลเพื่อช่วยกรรมการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ โดยมีการใช้วิดีโอและการสื่อสารระหว่างกรรมการในสนามและผู้ช่วยกรรมการวิดีโอ

VAR คืออะไร ?

VAR คืออะไร ?

VAR ย่อมาจาก Video Assistant Referee หรือผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีวิดีโอในการตรวจสอบและช่วยกรรมการตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญระหว่างการแข่งขันฟุตบอล เช่น การให้หรือไม่ให้ประตู การตัดสินจุดโทษ การให้ใบแดงโดยตรง และการระบุความผิดพลาดในการให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้เล่น

ระบบ VAR ประกอบด้วยทีมงานสามคน ได้แก่ ผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอหลัก ผู้ช่วยของเขา และผู้ดำเนินการรีเพลย์ พวกเขาทำงานร่วมกันในห้องควบคุมวิดีโอที่มีจอภาพหลายจอแสดงมุมกล้องที่แตกต่างกัน เพื่อทบทวนการตัดสินใจของผู้ตัดสินหลัก

VAR ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยุติธรรมและลดความผิดพลาดในการตัดสินใจของกรรมการ ปัจจุบัน ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในลีกและการแข่งขันสำคัญทั่วโลก เช่น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

อย่างไรก็ตาม การใช้ VAR ยังมีข้อถกเถียงในวงการฟุตบอล บางครั้งอาจทำให้เกมหยุดชะงักและเสียความต่อเนื่อง นอกจากนี้ การตัดสินใจบางครั้งยังคงขึ้นอยู่กับการตีความของกรรมการ แม้จะมี VAR ก็ตาม

เทคโนโลยี VAR ปรากฏขึ้นเมื่อใด?

เทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) เริ่มต้นจากโครงการ Refereeing 2.0 ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 โดยสมาคมฟุตบอลแห่งเนเธอร์แลนด์ (KNVB) ซึ่งได้ทำการทดสอบระบบนี้ในฤดูกาล 2012–2013 ของเอเรอดีวีซี ลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์

ในปี 2014 KNVB ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (IFAB) เพื่อแก้ไขกติกาการแข่งขันให้รองรับการใช้ VAR ในการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่ง IFAB ได้อนุมัติการทดสอบและวางแผนสำหรับการนำไปใช้เต็มรูปแบบในการประชุมทั่วไปปี 2016

การทดลองใช้ VAR ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2016 ในการแข่งขันกระชับมิตรระหว่าง PSV และ FC Eindhoven ต่อมาในเดือนกันยายน 2016 มีการใช้ VAR ในการแข่งขัน KNVB Cup ระหว่าง Ajax และ Willem II ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการใช้มอนิเตอร์ข้างสนามเพื่อให้กรรมการตรวจสอบวิดีโอด้วยตนเอง

ในเดือนมีนาคม 2018 IFAB ได้บรรจุ VAR ลงในกติกาการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถนำมาใช้ในการแข่งขันระดับนานาชาติได้ และในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย VAR ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในทัวร์นาเมนต์ใหญ่

หลังจากนั้น หลายลีกและการแข่งขันสำคัญทั่วโลกได้นำ VAR มาใช้เพื่อเพิ่มความยุติธรรมในการแข่งขัน เช่น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

VAR คืออะไร ข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยี VAR

ข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยี วีเอฮาร์

ข้อได้เปรียบ

  • ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจของกรรมการ ทำให้การแข่งขันมีความยุติธรรมมากขึ้น
  • ช่วยให้กรรมการมีข้อมูลเพิ่มเติมในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  • เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจ ทำให้ผู้ชมและผู้เล่นเข้าใจการตัดสินใจของกรรมการมากขึ้น

ข้อเสีย

  • อาจทำให้เกมหยุดชะงักและเสียความต่อเนื่อง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบวิดีโอ
  • การตัดสินใจบางครั้งยังคงขึ้นอยู่กับการตีความของกรรมการ แม้จะมี VAR ก็ตาม
  • ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบ VAR สูง ทำให้บางลีกหรือประเทศไม่สามารถนำมาใช้ได้

ขั้นตอนการทำงานของ VAR

  1. เหตุการณ์เกิดขึ้นในสนามที่อาจต้องการการตรวจสอบ เช่น การทำประตูหรือการฟาวล์
  2. ผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ (VAR) จะตรวจสอบเหตุการณ์ผ่านวิดีโอทันที
  3. หากพบความผิดปกติ VAR จะสื่อสารกับกรรมการในสนามผ่านหูฟัง
  4. กรรมการในสนามอาจหยุดเกมและตรวจสอบวิดีโอด้วยตนเองที่จอมอนิเตอร์ข้างสนาม
  5. กรรมการตัดสินใจขั้นสุดท้ายโดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับจาก VAR

เทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) ถูกนำมาใช้ในวงการฟุตบอลเพื่อช่วยผู้ตัดสินในการตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญระหว่างการแข่งขัน โดยมีการกำหนดกรณีการใช้งานหลัก ๆ ไว้ 4 กรณี ดังนี้:

ขั้นตอนการทำงานของ VAR

1. การตรวจสอบประตูที่เกิดความขัดแย้ง

ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประตู เช่น การล้ำหน้า การฟาวล์ หรือการทำผิดกติกาอื่น ๆ ที่อาจทำให้ประตูนั้นไม่ถูกต้อง VAR จะเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องของการตัดสินใจ

2. การตัดสินจุดโทษ

เมื่อเกิดสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การให้หรือไม่ให้จุดโทษ VAR จะช่วยตรวจสอบว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยพิจารณาว่ามีการฟาวล์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเกิดขึ้นภายในเขตโทษหรือไม่

3. การให้ใบแดงโดยตรง

ในกรณีที่ผู้ตัดสินให้ใบแดงโดยตรงแก่ผู้เล่น VAR จะตรวจสอบว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยพิจารณาว่าการกระทำของผู้เล่นสมควรได้รับใบแดงหรือไม่

4. การระบุตัวผู้เล่นผิดพลาด

หากผู้ตัดสินให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้เล่นผิดคน VAR จะช่วยตรวจสอบและระบุตัวผู้เล่นที่กระทำผิดได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้การลงโทษถูกต้องตามความเป็นจริง

การนำเทคโนโลยี VAR มาใช้ในกรณีเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยุติธรรมและความถูกต้องในการตัดสินใจของผู้ตัดสิน ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และทำให้การแข่งขันฟุตบอลเป็นไปอย่างโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

สรุป

การนำเทคโนโลยี VAR มาใช้ในวงการฟุตบอลมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยุติธรรมและลดความผิดพลาดในการตัดสินใจของกรรมการ แม้จะมีข้อถกเถียงและความท้าทายในการนำมาใช้ แต่ VAR ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขันฟุตบอลระดับสูงทั่วโลก

Guru sports คือ แหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับคนที่มีใจรักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล ที่นี่คุณจะพบกับข่าวสาร พรีวิว และรีวิวอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากกูรูนักวิเคราะห์ชั้นนำ ทั้งผลบอลล่าสุด ข้อมูลลีกดังระดับโลก อาทิ พรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา และลาลีกา รับรองว่าจะทำให้คุณได้รู้ทันสถานการณ์ฟุตบอล และความเคลื่อนไหวในวงการกีฬาอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังมีโซเชียล ให้ติดตามข่าว อย่างรวดเร็ว บน Facebook , Youtube และอื่นๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สารบัญ